จากคราวก่อนที่เราได้สัมผัส “หัวใจ” ของคนทำงานผ่านมุมมองของ พี่อบ วรกมล เทพา จนทำให้เราเข้าใจแล้วว่า พ่อแม่วัยรุ่นไม่ใช่ตัวปัญหา แต่คือทรัพยากรที่สำคัญ…
ครั้งนี้ เราจะพาไปเจาะลึกถึง “หน้างาน” และโมเดลการทำงานเชิงรุกของ มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การให้ความช่วยเหลือชั่วคราว แต่คือการสร้าง “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้” เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความช่วยเหลือ ให้กลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ
- การสแกนหาตัวตน “สลายกำแพงความกลัวด้วยพลังเครือข่าย”
ขั้นตอนแรกคือการค้นหา “คน” ที่อยู่นอกระบบฐานข้อมูล ซึ่งต้องอาศัยภาคีเครือข่ายที่สำคัญ คือหน่วยงานภาครัฐที่มีการจัดทำระบบฐานข้อมูล อย่างบ้านพักเด็กและครอบครัว และ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อหากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง หลังจากนั้นทำงานร่วมกับ รพ.สต. อบต. และแกนนำชุมชน ลงพื้นที่ “สแกน” หาตัวน้องที่มีตัวตนอยู่จริง ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อในทะเบียน เพื่อสร้างความสัมพันธ์และให้มั่นใจว่าน้องจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง
- กระบวนการพัฒนา 4 มิติ “ชุบชูคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม”
มูลนิธิฯ ขับเคลื่อนงาน 4 ด้านพร้อมกันเพื่อสร้างรากฐานชีวิตที่มั่นคงให้กับพ่อแม่วัยรุ่น ได้แก่
- ด้านสุขภาพและจิตวิทยา สอนทักษะการจัดการอารมณ์หงุดหงิดแปรปรวน เปลี่ยนจากการใช้อารมณ์เป็นการใช้เหตุผลสื่อสารกับลูก สร้างความสัมพันธ์ โดยใช้เครื่องมือ “กระเป๋าเยี่ยมบ้าน” ที่บรรจุของเล่นเสริมพัฒนากล้ามเนื้อและสมุดนิทาน เพื่อให้แม่ใช้เวลาคุณภาพร่วมกับลูก การวางแผนครอบครัว สนับสนุนให้น้อง ๆ ตัดสินใจเรื่องการคุมกำเนิดและวางแผนครอบครัวด้วยตัวเอง
- ด้านเศรษฐกิจและทักษะอาชีพ วิเคราะห์จากต้นทุน พัฒนาอาชีพจากสิ่งที่น้องถนัดและชุมชนต้องการ เช่น การทำขนมดอกจอก ชานมไข่มุก งานปักผ้าลายม้ง และการตัดเย็บเสื้อผ้า พัฒนาช่องทางการขายก้าวสู่ตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok การถ่ายภาพและตัดต่อคลิปเพื่อเพิ่มช่องทางรายได้ และผลักดันจนน้อง ๆ 13 คนได้รับทุนประกอบอาชีพจาก KFC รายละ 10,000 บาท เพื่อต่อยอดอาชีพจนมีรายได้จริง
- ด้านสวัสดิการ ให้น้อง ๆ เข้าถึงสิทธิพื้นฐาน เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด และเงินสงเคราะห์จากบ้านพักเด็กฯ ประสาน อบต. สนับสนุนนมผง ผ้าอ้อม และของใช้จำเป็นสำหรับครอบครัวที่ยากจน
- ด้านการศึกษา: สนับสนุนให้น้อง 7 คนที่เรียนไม่จบ กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาผ่าน กศน. หรือระบบโรงเรียนมือถือ (Mobile School) เพื่อให้มีวุฒิการศึกษาไปต่อยอด
- กลไกเปลี่ยน “ผู้รับ” เป็น “ผู้นำ”: “จากก้าวเล็ก ๆ สู่ต้นแบบของเพื่อน”
หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือกระบวนการส่งต่อพลัง (Empowerment) ที่ทำให้น้อง ๆ เปลี่ยนบทบาทหน้าที่
- การสร้างความภาคภูมิใจจากความสำเร็จ เมื่อน้อง ๆ สามารถทำอาชีพได้จริง เช่น ตัดเย็บชุดใส่เองในวันปีใหม่ หรือผลิตขนมส่งขาย ความรู้สึก “ทำได้” จะสร้างความมั่นใจให้เขาเริ่มเปิดใจสื่อสารกับสังคม
- การบ่มเพาะสัมพันธภาพเพื่อนช่วยเพื่อน น้อง ๆ เริ่มดูแลกันเอง เช่น การรับ-ส่งเพื่อนที่ท้องแก่ หรือการไปเยี่ยมบ้านเพื่อแบ่งปันวิธีเลี้ยงลูกจากประสบการณ์ตรง ทำให้เกิดกลุ่มก้อนที่พึ่งพาอาศัยกันโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียว
- ก้าวสู่บทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลง เมื่อน้อง ๆ เห็นคุณค่าในตัวเองและมีทักษะชีวิตที่มั่นคง พวกเขาจะพัฒนาศักยภาพจนกลายเป็น “แกนนำ” ที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์และให้คำปรึกษาแก่เพื่อนพ่อแม่วัยรุ่นคนอื่น ๆ ในชุมชนได้
- ระบบสนับสนุนยั่งยืน “คนทำงานคือพี่เลี้ยง ไม่ใช่ผู้บงการ”
- สร้างนิเวศการเรียนรู้ที่เป็นมิตร ออกแบบกิจกรรมที่ยืดหยุ่นตามวิถีชีวิต มีอาสาสมัครช่วยเลี้ยงลูกเพื่อให้แม่ได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ และทำงานบนฐานข้อมูลที่เป็นความลับเพื่อสร้างความไว้วางใจ
- การทำงานแบบไม่ตีตรา เน้นการสร้างทัศนคติที่ดีต่อตนเองและคนรอบข้าง มองว่าพ่อแม่วัยรุ่นคือ “ผู้เผชิญปัญหา” ที่ต้องการความเข้าใจ ไม่ใช่ “ตัวปัญหา” ของสังคม
- การติดตามอย่างต่อเนื่อง ใช้กลไกผู้ใหญ่บ้าน และ อสม. เป็นพี่เลี้ยงหลักในการเยี่ยมบ้าน ทำให้เกิดกระบวนการติดตามผลที่สม่ำเสมอและยั่งยืนแม้โครงการจะจบลง
โมเดลการทำงานของ มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา ที่พี่อบบอกกับเรานั้น พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อเราเปลี่ยนจาก “การสงเคราะห์” เป็น “การสร้างนิเวศแห่งโอกาส” พ่อแม่วัยรุ่นจะสามารถเปลี่ยนสถานะจากกลุ่มเปราะบาง กลายเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและเป็นกำลังหลักในการดูแลครอบครัวของตนเองได้อย่างสง่างาม







