“พี่ไม่ได้มองว่าน้อง ๆ เป็นภาระ แต่พี่มองว่าเขาคือทรัพยากรที่ต้องการการสนับสนุน”
ประโยคเรียบง่ายแต่ทรงพลังจาก พี่อบ วรมล เทพา หัวหน้าฝ่ายงานด้านเด็กและเยาวชน มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา ที่เริ่มต้นจากการเป็นอาสาสมัครบัญชี แต่กลับใช้เวลาเกือบ 14 ปีในรั้วมูลนิธิฯ ค้นพบว่าความสุขของเธอไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่การได้เห็นชีวิตหนึ่งที่เกือบจะหมดหวัง กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง
การทำงานกับ ‘พ่อแม่วัยรุ่น’ ในพื้นที่จังหวัดพะเยาไม่ใช่เรื่องง่าย หน้างานของพี่อบไม่ได้เริ่มที่ห้องประชุม แต่เริ่มจากการเดินเท้าเข้าหาในพื้นที่เปราะบางที่เข้าถึงยากที่สุด
“ข้อท้าทายแรกคือการค้นหาค่ะ พ่อแม่วัยรุ่นหลายคนเลือกที่จะหลบซ่อนจากสายตาของสังคม เพราะความอายหรือการถูกตีตรา บางทีข้อมูลในกระดาษบอกว่ามีร้อยคน แต่ในชีวิตจริงเราต้องใช้ภาคีเครือข่าย ทั้ง พม. และคนในพื้นที่ เป็นสะพานเชื่อมเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขายังอยู่ตรงนั้นไหม และเขาพร้อมจะเปิดใจให้เราเข้าไปนั่งในใจเขาหรือเปล่า”
โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์ พี่อบต้องเผชิญกับกำแพงทางวัฒนธรรมที่ซับซ้อน
“ในชุมชนที่มีประเพณี วัฒนธรรมที่ยึดถือกันมานาน น้อง ๆ หลายคนอยากออกมาเรียนรู้กับเรามาก แต่ถ้าครอบครัวไม่อนุญาต เขาก็มาไม่ได้ เราจึงต้องเปลี่ยนวิธีทำงานจากการสั่งการ เป็นการใช้ ‘กลไกคนในพื้นที่’ ที่เขานับถือไปสื่อสาร ไปบอกว่าเรามาเพื่อช่วยให้คุณภาพชีวิตของสะใภ้และหลานของเขาดีขึ้นนะ”
อุปสรรคเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เธอถอย แต่กลับทำให้เธอเห็น ‘ความงาม’ ในความต่าง
“พี่ประทับใจมากเวลาเห็นแม่วัยใสกลุ่มชาติพันธุ์แบกลูกใส่หลังมาทำกิจกรรมด้วยกัน เขาอายุแค่ 14-15 แต่พลังความเป็นแม่สูงมาก เขาช่วยกันเลี้ยงลูก ผลัดกันดูหลานเวลาเพื่อนออกไปพรีเซนต์งานหน้าห้อง นี่คือสัมพันธภาพที่เหนือกว่าวิชาการที่พี่เอาไปให้เสียอีก”
จากเดิมที่เคยให้ลูกกินเพียง ‘ข้าวต้มน้ำเปล่า’ ตามความเชื่อเดิม พี่อบ ทีมงานมูลนิธิฯ และภาคีเครือข่ายคนทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือ ‘พ่อแม่วัยรุ่น’ ค่อย ๆ แทรกซึมความรู้เรื่องโภชนาการและการส่งเสริมพัฒนาการผ่านการเล่านิทาน จนวันหนึ่งภาพที่เห็นคือเด็กน้อยเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แม่เริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ไปจนถึงการรวมกลุ่มทำ ‘ขนมดอกจอก’ หรือ ‘งานปักผ้า’ ที่ไม่ใช่แค่การหารายได้ แต่มันคือการสร้าง ‘คุณค่าในตัวตน’ ที่เคยถูกสังคมพรากไป
เมื่อถามถึงสิ่งที่ชุบชูใจให้เธอทำงานที่หนักและมีความละเอียดอ่อนแบบนี้มาได้นับสิบปี พี่อบยิ้มแล้วตอบสั้น ๆ ว่า
“รอยยิ้มและเสียงเรียก ‘ป้าอบ พี่อบ’ ค่ะ”
“ทุกครั้งที่ลงพื้นที่แล้วน้องเดินเข้ามากอด หรือมาบอกเราว่าวันนี้ลูกพูดได้แล้วนะ วันนี้ขายขนมได้แล้วนะ มันคือพลังที่ทำให้เราหายเหนื่อย พี่มักจะขอบคุณตัวเองเสมอที่เลือกโอกาสนี้ และขอบคุณน้อง ๆ ที่ให้พี่ได้เรียนรู้ชีวิตผ่านพวกเขา”
สำหรับคนทำงานด้านสังคมคนอื่น ๆ พี่อบทิ้งท้ายบทเรียนสำคัญที่เธอใช้ยึดถือมาตลอดว่า
“หัวใจของการทำงานนี้คือการ ‘ไม่ตีตรา’ อย่าเอาอคติไปวางหน้าความสัมพันธ์ ให้โอกาสเขาได้เรียนรู้ และมองให้เห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเปราะบางนั้น ถ้าเราเปลี่ยนทัศนคติของตัวเราเองได้ เราจะเห็นว่าพ่อแม่วัยรุ่นไม่ใช่ภาระ แต่คือทรัพยากรที่สำคัญของชุมชน หากเรามีพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้เติบโตอย่างถูกวิธี”
เพราะสำหรับ พี่อบ วรกมล เทพา ชัยชนะของการทำงาน คือการได้เห็น ‘คน’ คนหนึ่ง กลับมารักตัวเองและดูแลครอบครัวของเขาได้อย่างสง่างามที่สุด







